ประวัติ Mega Modem
TeleGenesis Modem หรือ Mega Modem
แปลคร่าวๆ จาก Sega-16.com นะครับ ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ก็ได้ใจความ

เวลาที่เราเล่นเครื่อง Xbox ในปัจจุบัน บางทีเราอาจจะคิดย้อนกลับไปว่า สมัยก่อนนี้ มันจะมีเครื่องมืออะไรมั๊ยที่จะช่วยเหลือเรา ถ้าเราอยากจะเล่นเกมกับเพื่อนที่บ้านอยู่ไกลกัน ตัวเกมโมเด็มเป็นสิ่งที่น้อยคนนักจะมีไว้ครอบครองในสมัยนั้น เพราะก่อนหน้าที่เครื่องเกมจะเล่นออนไลน์ได้เหมือนสมัยนี้ การเล่นเกมผ่านสายโทรศัพท์ เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากซะเหลือเกิน
นินเท็นโด ค่ายเกมยักษ์ใหญ่จึงนำเสนอเครื่อง Famicom Modem มาสู่สาธารณชนชาวญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม Sega ในสมัยนั้น ก็เล็กกว่ากันซะที่ไหน ก็เอาบ้าง จัด TeleGenesis modem ออกมาสู้ โดยหวังให้คนที่ซื้อไป จะสนุกกับการเล่นเกมอาทิ Golden Axe หรือ Shinobiข้ามประเทศกันเลยทีเดียว
ในบทความนี้ ผมคงไม่เขียนถึง Famicom Modem แต่จะข้ามไปเขียนถึง Mega Modem เลยละกัน
ความเป็นมา
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ.1988 Sega กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมวางขายเครื่อง Mega Drive 16-Bit ในตลาดอเมริกา เพื่อหวังที่จะตีตลาดเครื่อง NES ที่มียอดขายพุ่งกระฉูดสุดๆ ให้ลงให้ได้ และ Sega ก็รู้ว่า หากสามารถทำให้เครื่องของพวกเขา มีอุปกรณ์ Network ในตัวมันเองได้ นี่แหละคือจุดขายชั้นยอดเลยทีเดียว ตัวเครื่องโมเด็มที่ถูกโฆษณาพร้อมกับมีการรีวิวและพรีวิวตัวเกมที่สามารถจะเล่นข้าม network ผ่านสายโทรศัพท์ ได้ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะเพื่อชวนให้คนติดตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Nintendo ยังทำไม่ได้
ตัวเครื่องมีความยาวประมาณ 9 นิ้ว มีหัวไว้สำหรับเสียบเข้ากับ port 9 เข็มด้านหลังเครื่อง Mega Drive โดยมีสายยาวต่อออกมาจากการ์ด connector มาสู่หัวแจ็คที่เอาไว้เสียบสายโทรศัพท์อีกด้านหนึ่ง
Mega Modem ถูกปล่อยออกมาขายในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1990 ราคาประมาณ 12,800 เยน หรือ 100 USD ในขณะนั้น ซึ่งผู้ซื้อจะได้รับบริการที่เรียกว่า Meganet online คล้ายๆ กับเน็ตโมเด็มสมัยก่อน ราคา 35 USD เป็นระยะเวลา 6 เดือน คือสามารถใช้เน็ตของตัวนี้ได้ 6 เดือน โดยไม่ต้องจ่ายเดือนละ 35 เหรียญ
ในชุดประกอบด้วยตัวโมเด็มและ ตลับ Sega Network Cartridge ที่เอาไว้ลิงค์เข้าสู่ Sega Game Library (SGL)ซึ่งเป็นระบบที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเกมหรือเล่นเกมผ่านหน้าระบบได้เลย โดยในขณะนั้นมีเกมที่ให้ดาวน์โหลดอยู่ประมาณ 6 เกม และคนที่โหลดก็จะใช้เวลาในการโหลด 6-8 นาทีต่อเกม
ต่อมา ก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น TeleGenesis Modem เพื่อวางขายในอเมริกาต่อไป
Sega คิดว่า นี่แหละคือ “คำตอบ”
ถึงแม้ว่าการเดิมพันทั้งหมดของ sega จะอยู่ที่ตัว Seganet service บริษัท Sega ก็ยังคิดไว้ไกลถึงขนาดว่าจะพัฒนาให้เจ้าตัวนี้เป็นที่ติดอกติดใจของผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่ให้ได้ และยังคิดถึงขั้นจะเอาแบรนด์มาแทน Nintendo เลยทีเดียว ด้วยการคิดค้นพัฒนาเจ้าตัว Sega Network Cartridge หรือตลับที่เอาไว้เชื่อมต่อเข้าไปสู่ Seganet เพื่อดาวน์โหลดเกมหรือ feature ต่างๆ ขึ้นมา โดยตั้งชื่อมันว่า “Mega Anser” (มาจาก Answer นั่นแหละ เค้าสะกดผิดตั้งแต่แรก ก็เลยเลยตามเลย) โดยเจ้าตลับ network ตัวนี้ ทำงานได้หลายอย่างจนน่าทึ่ง เพียงแค่เสียบตลับลงไปในเครื่อง แล้วปล่อยมันดาวน์โหลด ข่าว สภาพภูมิอากาศ หรือแม้แต่ธุรกรรมทางการเงิน เช่น จ่าย / ถอน เช็ค, โอนเงิน, กู้หนี้ยืมสิน, หรือแม้แต่กระทั่งสั่งปริ๊นท์จากเครื่องปริ๊นท์ก็ได้ ซึ่ง feature เหล่านี้มันเกือบจะครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่างเลยในสมัยนั้น แต่ปัญหาสำคัญคือ คนเล่นเกมเค้าใช้กันที่ไหนล่ะ Sega จึงล้มเหลวกับการขายเจ้าตัวนี้ในประเทศญี่ปุ่น
และแล้วก็เจ๊งครับ Sega ทำเงินจากการขาย Mega Modem ได้แค่ 34,000 เยน หรือประมาณ 267 USD เท่านั้น ซึ่งเงินจำนวนนี้ รวมการขาย 10 แป้นพิมพ์ และ ตลับ Mega Anser หรือ 72,800 เยน หรือประมาณ 573 USD ถ้านับเซ็ตที่รวมเครื่องปริ๊นท์เตอร์เข้าไปด้วย เมื่อลองพิจารณาดูอุปกรณ์ทั้งชุดนี้ รวมเครื่อง Mega Drive เข้าไปด้วย ราคาเหยียบๆ 200 USD ใครจะกล้าซื้อ Sega ก็เลยหยุดขายซะเลย แล้วหันไปพัฒนาเครื่องเกมตัวใหม่ดีกว่า แต่ถ้ามองในแง่บวก Sega ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการพัฒนาอุปกรณ์ชิ้นนี้ให้มันสามารถนำเกมขึ้นออนไลน์ได้ ซึ่งค่ายเกมอื่นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
เกมที่สามารถเล่นผ่าน Sega Modem ได้
- Advanced Daisenryaku
- Cyber Ball
- Phantasy Star
- Potter Golf
- Pyramid Magic
- Shinkinjo
- Sonic Eraser
- TEL-TEL Stadium
- TEL-TEL Mahjong
ข้อมูลและรูป แปลจาก Sega-16.com ครับ

